How to

วิธี 'ตั้งราคาสินค้า' แบบแม่ค้าอาชีพ ลองทำตาม รับรองไม่ขาดทุน!

Pareena Pramool
Pareena Pramool
August 17, 2022
เคยไหมคะ เวลาเราอยากจะลองขายของสักชิ้น สิ่งที่ตามมาคือคำถามว่าเราจะตั้งราคาอย่างไรดีล่ะ? จะขาดทุนไหม แพงไปหรือเปล่า ได้คุ้มเสียหรือไม่ วันนี้พวกเราชาว Kaikong.live จะมาสอนวิธีการตั้งราคาสินค้าแบบละเอียดแต่เข้าใจง่ายให้กับทุกคน แม่ค้ามือใหม่ก็สามารถทำความเข้าใจและลองตั้งราคาสินค้าด้วยตนเองได้เลย!

ในการตั้งราคาสินค้านั้นสิ่งแรกที่อาจจะต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมเล็กน้อย คือ ประเภทของต้นทุน

ประเภทของต้นทุนมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ประเภท

1. ต้นทุนคงที่รวม (TFC : Total Fixed Cost) คือ ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามระดับการผลิต เท่ากันในแต่ละเดือน เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าที่ ราคาเครื่องจักร ผลิตมากน้อยแค่ไหน ค่าเช่าที่และเงินเดือนพนักงานก็ยังคงที่ เป็นต้น

2. ต้นทุนแปรผันรวม (TVC : Total Variable Cost) คือ ต้นทุนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามระดับการผลิต เพิ่มและลดไปทางสัดส่วนเดียวกัน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบในการผลิต ผลิตมากใช้มาก ผลิตน้อยใช้น้อย หรืออย่างพวกเราชาวแม่ค้าออนไลน์แล้วนั้น ก็มีค่าธรรมเนียมจากแอพต่างๆที่เพิ่มมาในต้นทุนด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมการขาย 5% ค่า GP (Gross Profit) แอพเดลิเวอรี่ 35% หรือกระทั่งค่าโฆษณา เป็นต้น

3. ต้นทุนรวม (TC : Total Cost) คือ ต้นทุนคงที่รวม บวกกับ ต้นทุนแปรผันรวม เช่น บริษัท Kaikong.live มีต้นทุนค่าเช่าที่เดือนละ 100,000 บาท มีค่าน้ำค่าไฟที่ต้องจ่ายเดือนนี้รวมกัน 30,000 บาท ต้นทุนรวมจะเท่ากับ 130,000 บาท

4. ต้นทุนเฉลี่ย มี 3 ชนิด ได้แก่

  • ต้นทุนคงที่เฉลี่ย (AFC : Average Fixed Cost) คือ ต้นทุนคงที่ต่อชิ้นสินค้า ได้จากการนำ TFC ในข้อ1 หารด้วยจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิต (Q : Quantity) หรือ AFC = TFC / Q เช่น บริษัท Kaikong.live มีต้นทุนเครื่องจักรผลิตสินค้าหนึ่งรวม 20,000 บาท ผลิตทั้งหมด 20,000 ชิ้น ดังนั้นต้นทุนคงที่เฉลี่ยของสินค้าชนิดนั้น คือชิ้นละ 20,000/20,000 = 1 บาท
  • ต้นทุนแปรผันเฉลี่ย (AVC : Average Variable Cost) คือ ต้นทุนแปรผันต่อชิ้นสินค้า ได้จากการนำ TVC ในข้อ2 หารด้วยจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิต หรือ AVC = TVC / Q เช่น บริษัท Kaikong.live มีต้นทุนค่าวัตถุดิบผลิตสินค้าชนิดหนึ่ง 5,000 บาท ผลิต 20,000 ชิ้น ดังนั้นต้นทุนแปรผันเฉลี่ยสินค้าชนิดนั้น คือชิ้นละ 5,000/20,000 = 0.4 บาท
  • ต้นทุนเฉลี่ย (AC : Average Cost) คือ ต้นทุนเฉลี่ยรวมของสินค้าต่อหน่วย ได้จากต้นทุนรวมหารด้วยจำนวนสินค้าทั้งหมดที่ผลิต หรือ AC = TC / Q ซึ่งในการคำนวณโดยทั่วไปแล้ว ต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นเป็นตัวสำคัญหลักที่ใช้ในการคำนวณการตั้งราคาสินค้าแต่ละชิ้นนั่นเองค่ะ เช่น ต้นทุนรวมในการผลิตหนังสือ 3,000 เล่ม เป็น 90,000 บาท แปลว่าต้นทุนผลิตเฉลี่ยต่อเล่มคือ 10,000/1,000 = 100 บาท นั่นเอง

ตัวอย่าง : บริษัทขายของดอทไลฟ์ มีต้นทุนวัตถุดิบการขายเค้ก 300 ชิ้น เป็นราคา 10,000 บาท ต้นทุนค่าเช่าที่ 1,000 บาท/เดือน บริษัทขายของดอทไลฟ์จะมีต้นทุนเค้กชิ้นละกี่บาท

วิธีคิด :

ต้นทุนเฉลี่ยต่อหน่วย (Average Cost)

ต้นทุนรวม = ค่าเช่าที่ 2,000 บาท + ค่าวัตถุดิบ 10,000 บาท = 11,000 บาท

ต้นทุนเค้กชิ้นละ = 12,000/300 = 400 บาท

ถ้าธุรกิจไม่ทราบราคาต้นทุน ต่อให้ยอดขายถึงตามเป้า ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดทุนสูงมาก ดังนั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญกับการคำนวณต้นทุนอยู่เสมอนะคะ และเมื่อเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับต้นทุนคร่าวๆแล้ว ก็สามารถตั้งราคาได้แล้วค่ะ

วิธีการตั้งราคา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  • สำหรับร้านค้าปลีก-ส่ง
  • สำหรับผู้ผลิต

ในที่นี้จะยกมาแต่วิธีสำหรับร้านค้าปลีก-ส่ง ให้ดูกันนะคะ

การตั้งราคาของร้านค้าปลีก-ส่งเป็นการตั้งราคาแบบบวกเพิ่ม (Mark up pricing) มีทั้งหมด 3 วิธี ได้แก่
1. การตั้งราคาบวกจากต้นทุน (Cost plus Pricing)

วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายและนิยมมากที่สุด เหมาะกับสินค้าที่ไม่ทราบต้นทุนที่แน่นอน สามารถบวกจากต้นทุนรวม TC หรือ Price = TC + Markup และบวกจากต้นทุนแปรผัน TVC หรือ Price = TVC + Mark up

ตัวอย่าง : บริษัทขายของดอทไลฟ์มีต้นทุนรวมของสินค้าชนิดหนึ่ง 300 บาท บริษัทขายของดอทไลฟ์ต้องการส่วนบวกเพิ่ม 20% บริษัทขายของดอทไลฟ์จะต้องตั้งราคาขายที่เท่าใด

📌สูตรคำนวณ :

2. การตั้งราคาจากราคาขายสินค้า (Markup on Selling Pricing)

วิธีนี้จะซับซ้อนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ คล้ายๆกันค่ะ เพียงแต่เปลี่ยนจากบวกเพิ่มจากต้นทุนเป็นบวกเพิ่มจากราคาที่จะขายอีกทีหนึ่ง วิธีนี้จะเหมาะกับแม่ค้าออนไลน์เป็นอย่างมาก ที่นอกจากจะมีต้นทุนสินค้าที่ขายแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมการขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆบวกเพิ่มขึ้นมา ซึ่งค่าธรรมเนียมการขายเหล่านั้นจะคิดจากราคาที่เราลงขาย เสมือนต้นทุนอีกอย่างหนึ่งที่เราต้องระวังการขาดทุนจากตรงนี้ และต้องคิดเป็น 2 เสต็ป

ตัวอย่าง : บริษัทขายของดอทไลฟ์มีต้นทุนสินค้าชนิดหนึ่ง 300 บาทต่อหน่วย ต้องการส่วนบวกเพิ่ม 10% จากราคาขายสินค้า และถูกคิดค่าธรรมเนียมการขาย 10% บริษัทขายของดอทไลฟ์จะต้องตั้งราคาขายที่เท่าใด

📌สูตรคำนวณ :

📌📌สูตรคำนวณลัด (แนะนำ) :

3. การตั้งราคาด้วยวิธีเพิ่มแบบลูกโซ่ (Mark up Chain)

วิธีนี้จะเป็นการตั้งราคาสินค้าบวกเพิ่มจากราคาขายของคนกลาง ที่คนกลางบวกเพิ่มมาจากผู้ผลิตอีกที (คนกลางมักใช้วิธีบวกเพิ่มจากต้นทุน) วิธีนี้สามารถใช้วิธีแรกและวิธีที่สองมาประยุกต์รวมกันคิดต่อออกมาได้เป็นทอดๆได้นั่นเอง ในที่นี้จะไม่ขอยกมาพูดถึงให้ฟังกันนะคะ เพราะจะค่อนข้างจะซับซ้อนกว่ามากค่ะ สำหรับการขายของทั่วไป แนะนำเป็นสองวิธีแรกก็เพียงพอแล้วค่ะ

ไม่ยากเลยใช่ไหมคะกับทั้ง 3 วิธีการตั้งราคาที่ได้แนะนำกันไป ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งราคาบวกส่วนเพิ่มที่ต้องการนี้จะต้องดูประกอบกับปัจจัยอื่นๆด้วยนะคะ ไม่ว่าจะทั้งส่วนประสมการตลาดอื่นๆ (3P) หรือกลยุทธ์ที่ต้องการใช้นั่นเองค่ะ เท่านี้ทุกคนก็สามารถเริ่มขายสินค้าโดยไม่ต้องกังวลกับราคาที่ขายได้แล้วค่ะ

ที่สำคัญอย่าลืมใช้ตัวช่วยในการไลฟ์สด ระบบดูด CF ลำดับออเดอร์ สต็อกสินค้า ครบจบที่เดียวใน Kaikong.live กันนะคะ ขายดีแน่นอน สู้ๆค่ะทุกคน!

สงสัยเพิ่มเติม พบปัญหาการใช้งาน ติดต่อแอดมินได้ที่ Line OA: @kaikong.live

How to
Share Kaikong.live
Pareena Pramool
เขียนโดย
Pareena Pramool
Partnership & Marketing
Kaikong.live
มิติใหม่แห่งการไลฟ์อยู่ที่นี้แล้วด้วย เครื่องมือช่วยไลฟ์ขายของที่ครบครัน  
คุ้มค่า และจบในเครื่องมือเดียว
เริ่มใช้งานขายของ.ไลฟ์
อ่านเพิ่มเติม